ประวัติศาสตร์ต้นบ๊วยอายุ 50 ปี บนศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอ่างขาง ที่ผู้ปลูกได้ปลูกต้นไม้ในใจคน
เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่มีคุณค่าอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่ถูกจัดเก็บไว้ในความทรงจำส่วนลึกเลยก็ได้ว่าได้ครับ
ต้องท้าวความย้อนหลังไปเมื่อปีก่อน(2565) ที่ผมและครอบครัว สัญจรผ่านเส้นทาง อ่างขาง - หมู่บ้านอรุโณทัยเมื่อท้ายปีทีแล้ว และจำได้ว่าระหว่างทางได้สังเกตุเห็นว่ามีโครงการปลูกต้นนางพญาเสือโคร่ง (ซากุระเมืองไทย) 100,000 ต้น และคาดว่า จะมีดอกให้ชมในเดือน มกรา - กุมภา ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องไปเจรจากับผู้ผลิตกล่อง ที่เราจะใช้บรรจุผลไม้ของสวนรุ่งตะวันในปี 2023 นี้ จึงได้ตัดสินใจขึ้นไปเที่ยวชมครับ แต่ผิดคาด โดยส่วนใหญ่แล้วซากุระเมืองไทยที่เราตั้งใจจะขึ้นไปชม ได้บาน และโรยก่อนที่เราจะได้เดินทางไปถึง เราเดินทางเรื่อยไป เรื่อยไป จนท้ายที่สุดเราได้เดินทางมาถึงดอยอ่างขางครับ ณ จุดนั้นระหว่างทาง มีดอกนางพญาเสือโคร่งหลงเหลืออยู่บ้างให้เราได้พอชมครับ

ภาพดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระเมืองไทย) ก่อนถึงดอยอ่างขาง
แต่เมื่อถึงดอยอ่างขาง คุณพ่อก็ได้เอ่ยขึ้นมาว่า หากขึ้นมาบนดอยอ่างขาง ก็ต้องเข้าไปเที่ยวชม "โครงการหลวงอ่างขาง" และเราก็มุงหน้าเข้าสู่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอ่างขาง ด้วยความที่ผมเองก็ไม่ได้มีข้อมูลมากนัก หลังจากที่ได้ผ่านเข้าประตูไป และด้วยความที่เราคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ และสวนแล้วนั้น บอกได้เลยว่าตระการตาและเป็นที่ประทับใจมากๆ ไม่ว่าจะเป็นสวนบอนไซ บางต้นที่ปลูกมาตั้งแต่พศ. 2513 แปลงวิจัยบ๊วย พีช พลัม, แปลงดอกไม้, แปลงวิจัยสาลี่ ทุกๆอย่างเราสังเกตุเห็นได้ง่ายมาก ว่ามีความพิถีพิถัน ในการออกแบบแปลงปลูก รวมไปถึงการดูแลรักษาอย่างประณีตและเป็นระบบ หลายส่วนที่ผมและคุณพ่อคุยกัน ว่าเป็นสิ่งที่เรานำมาปรับใช้ในการผลิตผลไม้ของสวนเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการโน้มกิ่งต้นสาลี่ หรือ แนวทางการตัดแต่งกิ่งต้นไม้หลายอย่างครับ

สวนบอนไซที่นับอายุรวมกันคงได้หลายร้อยปี

ภาพต้นเมเปิลไต้หวัน ที่ถูกปลูกในรูปแบบของบอนไซ

ภาพส่วนหนึ่งของดอกไม้ภายในสวน80 ตั้งอยู่ภายในโครงการหลวงอ่างขาง
และเมื่อเราเดินทางมาถึงแปลงผักของโครงการ ตรงข้ามเป็นแปลงปลูกต้นบ๊วยที่ตัดเเต่งกิ่งไว้อย่างสวยงาม ตรงนี้เองที่คุณพ่อก็ประทับใจในเรื่องของการตัดแต่งกิ่ง เราสังเหตุได้ในทันทีครับ ว่าต้นบ๊วยเป็นต้นที่มีอายุมากแน่นอน เราก็ได้เที่ยวสำรวจจนครบทุกมุม ได้เรียนรู้เทคนิคหลายอย่างที่เราสามารถนำไปปรับใช้กับสวนของเรา และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลกที่รุนแรงขึ้นทุกปี แม้กระทั่ง ในขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนความเรื่องนี้ ฝนก็กำลังเทลงมาอย่างหนักหลังจากที่ทิ้งช่วงไปนานครับ และที่น่ากังวลก็คือฝนกำลังตกใส่ช่อมะม่วงที่กำลังบาน อาจสร้างความเสียหายได้เลยละครับ

แปลงบ๊วยที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับแปลงผักภายในโครงการหลวงอ่างขาง
กลับไปที่โครงการหลวงอ่างขาง ขณะที่เรากำลัเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆภายในโครงการ ผมกับคุณพ่อก็ได้สะดุดตาที่แปลงสาลี่ที่มีการโยงกิ่งเพื่อโน้มกิ่งลงมา จังหวะนี้เองทำให้นึกได้ว่าผมเคยได้อ่านบทความของอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ว่าด้วยเรื่ององศากิ่งของไม้ผล (สรุปได้ว่ากิ่งที่ทำองศาตั้งฉากกับพื้นโลกน้อยเท่าใดก็เป็นกิ่งที่มีเจริญพันธุ์และมีโอกาสออกดอกติดผลมากเท่านั้น จริงๆบทความค่อนข้างละเอียดครับ) อาจารย์ท่านนี้คือ รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี หากกล่าวถึงประวัติ และผลงานคงจะเหลือคณานับยิ่งด้วยกับวงการการเกษตร อาจารย์รวีมีผลงานมากมายเหลือเกินครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมะกรูด มะนาว, การให้ปุ๋ยโยกหน้า โยกหลัง รวมถึงสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80, การเขียนรวบรวมขอมูล 108 คำถามที่เป็นเหมือนคลังข้อมูลจักรวาลไม้ผล และหลายครั้งที่ผมได้เรียนปรึกษาอาจารย์ถึงเหตุการและปัญหาต่างๆเกี่ยวกับสวนรุ่งตะวัน แต่โดยหลักแล้วอาจารย์เป็นอาจารย์ที่ ภาควิชาพืชสวน · คณะเกษตร กำแพงแสน · วิทยาเขตกำแพงแสน ผมจึงได้มีความสงสัยและเรียนถามอาจารย์เรื่องการโยงโน้มกิ่งต้นสาลี่ว่าใช่เรื่องเดียวกับในบทความที่อาจารย์รวีเคยเผยแพร่หรือไม่ คำตอบที่ได้คือเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ผมสงสัยครับ และได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาด้วยว่า ในปีพศ. 2515-2517 อาจารย์อยู่ที่โครงการหลวงอ่างขาง (ซึ่งผมยังไม่เกิด) ตรงนี้แหละครับ เป็นจุดเริ่มต้นของความทรงจำที่มีค่าครั้งหนึ่งในชีวิต และผมอยากเล่าเรื่องนี้ให้มีคนได้รับข้อมูลเหล่านี้ต่อไป

ภาพ รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี
ทุกความสำเร็จมักมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ง่ายนัก โครงการหลวงอ่างขางเช่นกันครับ ในทุกวันนี้มีคนนับล้านได้ไปเยี่ยมชมสถานที่นั้น แต่น้อยคนที่จะได้ร่วมประสบการณ์ หรือจินตนาการได้ถึงจุดเริ่มต้น วันนี้ผมขออาสาเป็นคนส่งสารที่ขอเล่าประสบการณ์ที่ได้รับรับโดยตรงจากผู้ปฏิบัติงานที่นั่นในยุคบุกเบิกส่งต่อข้อมูลเหล่านี้อออกไปครับ
“หมดแรงข้าวต้มกับการปลูกต้นบ๊วยที่ผ่านสายตาคนนับล้าน”
ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ คงมีคนนับล้านเข้าเยี่ยมชมโครงการหลวงอ่างขางแล้วละครับ มีส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งในโครงการ ที่เป็นแปลงรวบรวมพันธุ์บ๊วย ต่อมาผมได้รับข้อมูลจากรศ.ดร.รวี เสรฐภักดี ว่าต้นบ๊วยเหล่านั้นอาจารย์ได้เป็นคงลงมือปลูกด้วยตัวเองในปี 2517 ณ ตอนนั้นมี 2 สายพันธ์ชื่อ Jen-Tao และ Ping Ting และอาจารย์ได้เล่าว่าวันที่ปลูกยังจำได้ดีว่า “หมดแรงข้าวต้มนั้นเป็นอย่างไร” ผมจึงเรียนถามอาจารย์ต่อไปว่าผมจินตนาการไม่ออกเลยครับว่า ณ ห้วงเวลานั้นของอาจารย์ หมดแรงข้าวต้มมันเป็นอย่างไรครับ
จึงได้คำตอบว่า
“อาหารเช้าเป็นข้าวต้ม ไม่เข้มข้น
ราว 8 โมงเช้า แบกจอบกับหิ้วถุงต้นกล้าแบบไม่มีดิน 20 ต้น
ส่งมาจากไต้หวัน เดินไปแปลงราว 1 กิโลกว่า
ปลูกคนเดียว ขุดหลุมปลูกไปได้ราว 10 ต้น
บ๊วยงเริ่มปั่นป่วน เอาน่ะ ลุยต่อให้จบ
ปลูกได้อีก 4 ต้น นอกจากบ๊วยงแล้วเริ่มตาลาย
หน้าจะมืดเป็นลมให้ได้
กัดฟันลุยต่อจนเสร็จ เกือบหน้ามืดเป็นลมครับ”

ภาพแปลงบ๊วยเมื่อกุมภาพันธ์ 2566 เกือบ 50ปีหลังจากที่ รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี ปลูกไว้เมื่อ ปี 2517
และหากท่านใดเคยเยี่ยมชมและถ่ายภาพกับบ๊วยแปลงนี้ไว้สามารถส่งให้ผมได้เลยนะครับ
ผมจะรวบรวมและส่งให้อาจารย์รวีต่อไปเพื่อเป็นกำลังใจให้ท่านอาจารย์ครับ
พอได้เห็นข้อความนี้จากอาจารย์ จึงรีบเล่าเรื่องนี้ให้คุรพ่อและคู่หูของผมฟังระหว่างเที่ยวชมโครงการหลวงอ่างขาง มันทำให้การเที่ยวของเราวันนั้นมีความหมายมากมายเหลือเกินครับ อาจารย์ยังเล่าต่อว่า ในยุคนั้น โครงการหลวงอ่างขาง ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีถนน แถมยังต้องบุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานมากมาย จนมาถึงความประทับใจและน่าทึ่งอีกนึงเหตุการณ์ครับ
“ยุคบุกเบิกที่อ่างขางนั้น มันส์สุดๆ
ผมนำแทรกเตอร์ Massey 185 พร้อมไถกับ rotary hoe ใส่รถกรมทางหลวง ขนไปฝาง
ใช้ฮ. Chinook ที่มี 2 rotor เอาขึ้นไปอ่างขางช่วงเดือนเมย. 2515
ส่วนนนี้ไม่มีใครบันทึกไว้เลยนะครับ เพราะผมเป็นคนเดียวที่อยู่ข้างล่างตรงนั้น
ครั้งแรกแปลนไว้ว่าจะใช้แบบหิ้วขึ้นเหมือนปืนใหญ่
แต่ความกว้างของลำตัวพอที่รถจะขับเข้าไปได้ ฝรั่งจาก MF ที่มาประสานงาน
พยายามขับเข้าไป แต่ไม่สู้
คนของกรมทางหลวงที่ไปด้วยกับผมเป็นคนขับเข้าไป
ใช้รถเทรลเลอร์ของทางหลวง ผมไปพร้อมกันจากแจ้งวัฒนะ ไปพักที่ตาก 1 คืน”
พอได้ฟังเรื่องนี้ และด้วยความที่ผมเป็นคนที่พอจะคลั่งเรื่องการบินอยู่บ้าง จุดนี้เป็นจุดที่ประทับใจมาก ถึงความตั้งใจ และความพยายามของคนในยุคนั้น อาจารย์รวี เสรฐภักดี คือหนึ่งคนที่อยู่ในประวัติศาสตร์เหล่านี้ครับ ลองคิดตามไปกับผมว่า โครงการเหล่านี้มีบุคลากรมากมาย ที่มีความตั้งใจ และความพยายามลงทุนลงเเรงมากมาย เพื่องานวิจัย หลังจากผมอยู่กับสวนมาสักพัก ผมมักจะบอกกับใครหลายคนเสมอๆเลยครับว่า อาจารย์เหล่านี้คือผู้ที่ชักนำ และชักจูงเกษตรกรในบ้านเรา ให้สัมฤทธิ์ผลเร็ว และง่ายขึ้น ผมกล้าฟันธงได้เลยครับว่า 1 ห้วงชีวิตของเราไม่สามารถพิสูจน์ทราบปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบกับการเกษตรได้ทั้งหมด อาจารย์และโครงการเหล่านี้จึงเป็นเหมือน”ครู” ที่คอยค้นหา และชี้ทางความสำเร็จให้อยู่เป็นนิจ เช่นบางปัจจัยที่กำลังท้าทายผมอยู่ในสวน ผมเรียนถามอาจารย์ใช้เวลา 10-20นาทีในการที่อาจารย์ช่วยแก้ไขปัญหาให้ แต่ในงานวิจัยนั้นบางครั้งอาจต้องใช้เวลาถึง 3-5 ปีก่อนจะได้ข้อมูลสรุป ตรงนี้ช่วยเกษตรกรอย่างผมได้มากเลยครับ เพราะผมพร่ำบอกกับมิตรของผมเสมอว่า “เวลา” คือทรัพยากรณ์ในชีวิตที่มีค่ามากที่สุด และครูเหล่านี้ทำให้เราประหยัดเวลา และสัมฤทธิ์ผลที่หวังไว้ได้รวดเร็วมากขึ้น ยังไม่รวมถึงการค้นหาสาพันธุ์ ผสม ปรับปรุง และส่งเสริมให้มาตรฐานเกษตรกรรมของบ้านเรามีผลผลิตที่สามารถเเข่งขันในระดับนานาชาติได้
มาถึงตรงนี้แล้วเพื่อไม่ให้บทความนี้ยืดเยื้อและยาวเกินไป ผมขอจบเรื่องราวของการท่องเที่ยวโครงการหลวงอ่างขางไว้เพียงเท่านี้่ก่อนนะครับ และหากท่านใดที่อ่านและยังไม่ได้เข้าชมโครงการหลวงอ่างขาง ณ วันนี้ผมยังเชื้อเชิญให้ได้เลยของขึ้นไปยี่ยมชมครับ ไม่ว่าจะเป็นพรรณไม้ต่างๆ ความสวยงาม อากาศดีๆ รอท่านอยู่บนความสูง 1,800+ เมตรบนโครงการหลวงอ่างขางครับ และนอกจากโครงการหลวงอ่างขางแล้วอาจารย์รวี ยังได้ให้ถ่ายทอดประสบการณ์ของอาจารย์บนเกษตรที่สูงดอยปุย และสวนสองแสน มาด้วยนะครับ ส่วนนี้ผมขอยกไว้เขียนในบทความหน้า
สุดท้ายนี้ หากอ่านมาถึงจุดนี้ฝากแชร์เป็นกำลังใจด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ผม หรือสวนรุ่งตะวัน แต่เพื่อเป็นกำลังใจให้อาจารย์รวี ปีนี้ท่านอายุ 76 ปีแล้วครับ และยังทำงานเผยแพร่ข้อมูลความรู้มากมาย รวมถึงตัวผมเองที่คอยส่งคำถามให้ท่านหลายครั้ง ท่านก็ยังคอยตอบข้อสงสัยให้เสมอครับ และยังมีอาจารย์ท่านต่างๆอีกมากมายทั้งที่อยู่ในหน้าที่ หรือนอกหน้าที่ วงการเกษตร และอาหารบ้านเรายังต้องการบุคคลากรเหล่านี้เพื่อให้มีความหลากหลาย และความสามารถในการแข่งขันที่ดี และไม่ถูกผูกขาดจากทุนกลุ่มไหนครับ
ขอบคุณครับ
ตะวัน

ลาไปด้วยภาพซากุระญี่ปุ่นภายในโครงการหลวงอ่างขาง





